ลองฝึกฟังเเละจิตนาการว่าถ้าเป็นเรา เราจะตอบอย่างไรนะครับ
"Practice makes Perfect" So, Keep Practicing!
|
การที่เราจะทำคะเเนนพาร์ท Speaking ได้ดี เราจำเป็นต้องเข้าใจเกณฑ์การให้คะเเนน ซึ่งในวิดีโอตัวอย่างอันนี้สามารถทำออกมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ลองฝึกฟังเเละจิตนาการว่าถ้าเป็นเรา เราจะตอบอย่างไรนะครับ "Practice makes Perfect" So, Keep Practicing!
0 Comments
วันนี้สลับมาฝึก Listening โดยเราสามารถฝึกได้เอง ยิ่งเราฝึกฟังเยอะเท่าไหร่ ทักษะการฟังภาษาอังกฤษของเราจะพัฒนาขึ้นเท่านั้น ซึ่งประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของการฟังเยอะๆคือ เราจะมีสำเนียงการพูดเเละการเขียนเหมือนเจ้าของภาษามากขึ้นเรื่อยๆ
ลิ้งค์ข้างล่างเป็น Podcast ซึ่งเราสามารถdownload ใส่มือถือไปฟังได้ทุกที่ ข้อเเตกต่างอีกอย่างหนึ่งของเวบนี้ก็คือ สำเนียงการพูดที่ฟังง่ายเเละtranscript ที่ติดมากับ Podcast ทำให้เราสามารถย้อนดูได้ว่าผู้พูดกำลังพูดอะไรอยู่ https://www.eslpod.com/website/index_new.html ปัญหาของพาร์ท Writing ที่พบบ่อยมากๆ มีอยู่ 2 อย่างด้วยกันครับ
1. ทำ Writing ไม่ทันภายในเวลาที่กำหนด ปัญหานี้พบใน 90% ของนักเรียนที่สอน สาเหตุหลักๆก็มาจากการขาดการฝึกฝนที่ถูกต้องเเละการขาดความเข้าใจพาร์ท Writing ทำให้ไม่รู้ว่าสิ่งไหนต้องเขียนหรือไม่ต้องเขียน สิ่งต่อมาที่พบก็คือ 2. นักเรียนบางคนถึงเเม้จะทำเสร็จภายในเวลาที่กำหนด เเละเขียนคำครบ เเต่กลับได้คะเเนน Writing น้อยมาก เพราะสิ่งที่เขียนนั้นไม่ตอบคำถามที่ถูกถามมาในโจทย์ นักเรียนหลายคนคิดว่าการเขียนเยอะๆเป็นสิ่งที่ควรทำ เเต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ยิ่งเขียนเยอะ ยิ่งทำไม่ทัน ยิ่งผิดเยอะขึ้น กลับกันสิ่งที่ผมมักจะบอกนักเรียนอยู่เสมอๆ ก็คือ เขียนเท่าที่จำเป็น นั่นหมายถึง ตอบคำถามในโจทย์ให้ครบถ้วน โดยปรกติ ถ้าเราเขียนครบถ้วนเราทักจะเขียนเกินกว่า Minimum Requirement อยู่เเล้ว สำหรับวิธีเเก้ปัญหา ฝึกฝน ฝึกฝน เเละฝึกฝน (Repeition is the mother of skill) เนื่องจาก Writing นั้นเป็นทักษะ ดังนั้นความเชี่ยวชาญจึงเกิดได้จากการฝึกฝนเพียงอย่างเดียว ไม่มีวิธีลัดใดๆ เเต่การฝึกฝนนั้นต้องเป็นการฝึกฝนที่ถูกต้อง เพราะถ้าเราฝึกเเบบผิดวิธี เราก็จะพัฒนาช้ามากหรือไม่พัฒนาเลย เหมือนที่ Albert Einstein กล่าวไว้ "Insanity is doing the same thing over and over again and expecting different results" การที่เราทำอะไรซ้ำๆ เเละคาดหวังว่าผลลัพท์จะเปลี่ยนแปลง นั่นคือความบ้า ไว้จะค่อยๆมาสอนวิธีฝึกที่ถูกต้องให้นะครับ โปรดติดตาม จากประสบการณ์ในการสอน Ielts มานานกว่าหลายปี นักเรียนหลายคนจะมีปัญหาเกี่ยวกับ Task Writing มากที่สุด ซึ่งสาเหตุหลักๆน่าจะมาจากคนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นวิธีเรียนทักษะ Writing ที่ดีที่สุดเเละเป็นธรรมชาติที่สุด เเต่กลับไปเน้นเรียน Grammar ทำให้งานที่เขียนออกมาขาดความเป็นธรรมชาติเเละให้ความรู้สึกที่เเข็งทื่ออย่างมาก
วิธีเเก้นั้นง่ายมากครับ เราก็เเค่อ่านหนังสือภาษาอังกฤษที่เราชอบ อย่างตัวผู้สอนเองเป็นคนที่ชอบเรื่องธุรกิจเเละการลงทุนในหุ้นมาก ก็จะอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เยอะมากๆ เช่น Like a Virgin: Secrets They Won't Teach You at Business School by Richard Branson เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหาเเรงบันดาลใจในการทำธุรกิจมาก ข้อดีหลักๆของการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษที่เราชอบคือ 1.เราจะไม่เบื่อ ถึงเเม้บางครั้งเราจะไม่เข้าใจเนื้อหาในหนังสือทั้งหมด เเต่เราจะสามารถเดาได้ ทำให้เรามีกำลังใจในการอ่านจนจบ 2.เราจะได้ข้อมูลที่เเม่นยำมาก เพราะหนังสือแปลส่วนใหญ่ ถึงเเม้ผู้เเปลจะมีทักษะทางภาษาที่ดี เเต่ขาดความเข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อ ทำให้การแปลคลาดเคลื่อนในหลายๆครั้ง 3.ยิ่งเราอ่านมากเท่าไหร่ เราจะสามารถอ่านได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ เเละสมองเราจะค่อยๆซึมซับโครงสร้างภาษาอังกฤษไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่เราอ่านมากพอ เราจะสามารถเขียนเเละพูดภาษาอังกฤษได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเเปลงจากไทยเป็นอังกฤษ ไม่ต้องมานั่งเเปลทีละคำ ข้อ 3 นั้นตัวผมเองได้ประสบโดยตรง ตอนที่ผมยังเด็กเเละเริ่มเรียนภาษาอังกฤษใหม่นั้นๆ ครูสอนภาษาอังกฤษผมได้พูดว่า "เธอเริ่มเรียนภาษาอังกฤษช้าไป เรียนยังไงก็ไม่มีทางเก่งภาษาอังกฤษได้หรอก" ทั้งที่ตอนนั้นผมเพิ่งจะอายุเเค่ 13-14 ผมก็ได้เเต่คิดในใจ นอกจากไม่ให้กำลังใจ เเล้วยังทำลายกำลังใจกันอีก ผมเลยเลิกเรียนกับครูคนนั้น เเละตัดสินใจที่จะลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง โดยบังคับให้ตัวเองอ่านหนังสือที่ชอบเดือนละอย่างน้อย 2 เล่มเป็นอย่างน้อย เวลาไม่รู้คำศัพท์อะไรก็พยามเปิดDictionary อังกฤษ-อังกฤษก่อน ถ้าไม่ได้จริงๆค่อยเปิด อังกฤษ-ไทย นอกจากนั้นผมจะมีสมุดเล่มเล็กๆที่จะคอยจดคำศัพท์ที่ไม่รู้เเละกลุ่มคำสวยๆเ พื่อจะเอาไปใช้สำหรับงานเขียนในอนาคต หลังจากนั้นเวลาผ่านไป 6 เดือนกว่า จากคนที่อ่อนภาษาอังกฤษมากที่สุดของห้อง กลับกลายเป็นคนที่มักจะได้รับคำชมจากอาจารย์ภาษาอังกฤษหลายๆท่านว่า เขียนภาษาอังกฤษได้เหมือนเจ้าของภาษา จะไม่ให้เหมือนได้อย่างไรล่ะครับ ก็ผมเลียนเเบบเจ้าของภาษามานะครับอาจารย์ สุดท้ายอยากจะให้กำลังใจเเฟนเพจทุกท่านว่า ไม่มีใครเเก่เกินเรียนหรอกครับ เเค่เราตั้งใจมากพอ ผมทำได้ทุกท่านก็ทำได้ครับ! สู้ๆครับ พรุ่งนี้จะมาอธิบายถึงปัญหาอื่นๆของการทำ IELTS Writing พร้อมวิธีเเก้ นักเรียนหลายคนมีปัญหาเรื่องการใช้ Past Tense กับ Present Perfect มาก ทั้งใน Task 1 และ 2 เดี๋ยววันนี้จะมาสอนวิธีการใช้งานง่ายๆให้นะครับ ลองดูตัวอย่าง 2 ประโยคข้างล่างนี้นะครับ
Temperatures worldwide rose from 2000 to 2010. Temperatures worldwide have risen since 2000. ประโยคเเรกแปลว่า อุณหภูมิทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากปี 2000 จนถึงปี 2010 ประโยคสองแปลว่า อุณหภูมิทั่วโลกเพิ่มขึ้นตั้งเเต่ปี 2000 สังเกตุข้อเเตกต่างให้ดีนะครับ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในประโยคเเรกนั้นเกิดขึ้นเเละจบลง เเต่ในประโยคที่ 2 การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิยังไม่จบ นั่นหมายความว่า Present perfect นั้นใช้อธิบายเหตุการณ์ที่มีผลตั้งเเต่ในอดีต ปัจจุบัน เเละส่งผลต่อไปในอนาคต กลับกัน Past Tense จะใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่จบลงไปเเล้ว สองคำที่คนสับสนกันมากเลย คือคำว่า Rise กับ Raise วันนี้เราจะมาดูความเเตกต่างกันครับ
Rise เป็นได้ทั้ง Verb และ Noun Rise (Verb) เเปลว่า เพิ่มขึ้น ตัวอย่าง เช่น The price of BMW rose from 1 million to 3 million last year ราคาของรถBMW เพิ่มขึ้นจาก 1 ล้านบาทเป็น 3 ล้านบาทในปีที่เเล้ว Rise (Noun) เเปลว่า การเพิ่มขึ้น ตัวอย่าง เช่น There was a rise in the price of BMW from 1 million to 3 million last year มีการเพิ่มขึ้นของราคารถBMW จาก 1 ล้านบาทเป็น 3 ล้านบาทในปีที่เเล้ว ในทางกลับกัน ถึงเเม้ว่า Raise จะเป็นได้ทั้ง Verb เเละ Noun เเต่การใช้ส่วนใหญ่จะเป็นรูปของ Verb ซึ่งเเปลว่า ทำให้เพิ่มขึ้น ตัวอย่าง เช่น Hermes raises its prices every year แบรนด์เเอเมสเพิ่มราคาของสินค้าตัวเองทุกๆปี วันนี้มาฝึกภาษาอังกฤษจาก TEDx Talks กันครับ ตอนนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างความมั่นใจด้วยตัวเอง โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าคนที่ประความสำเร็จในโลกนี้มีอย่างนึงที่เหมือนกันคือ ความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งคนเหล่านี้สร้างความมั่นใจด้วยตัวเอง โดยไม่สนว่าคนอื่นๆจะคิดอย่างไร เเต่ความมั่นใจนี้ต่างกับความเชื่อมั่นเเบบผิดๆ หากเเต่เป็นความมั่นใจที่เกิดจากการทำงานหนัก การฝึกฝน เเละการที่รุ้ว่าตัวเองต้องการอะไร สำหรับคนที่ยังไม่ค่อยคล่อง อนุญาติให้เปิด Subtitles ได้ครับ
พยามฝึกฟังเรื่องที่เราชอบทุกๆวันครับ รับรองว่าถ้าทำทุกวันติดต่อกัน 1 เดือน เราจะตกใจว่าทำไมหูเราสามารถฟังภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นมาก ในการที่จะทำพาร์ท Writing ให้ได้คะเเนนมากกว่าระดับ 6.5 ขึ้น ทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือการ Paraphrase ประโยคเเละคำศัพท์ต่างๆ เช่น
shows = demonstrates / reveals the number of = the figure for the graph = the table / the line graph / the bar chart / the pie chart US consumption = consumption in the US US consumption = consumption in the US many kinds of = various kinds of ลองฝึกกันดูนะครับ รับรองว่าการสอบครั้งหน้าคะเเนนพาร์ท Writing จะเพิ่มขึ้นอย่างเเน่นอน Ielts Writing Task 1 : 5 Common mistakes
5 ข้อผิดพลาดในการทำ Task 1 1. ลอกโจทย์มาเขียนใน Introduction โดยไม่มีการ Paraphrase : อย่าลืม Paraphrase โจทย์ทุกครั้ง หากเราไม่สามารถหาคำศัพท์ที่เหมือนกันมาเขียนทดเเทนได้ ให้พยาม Paraphrase ให้มากที่สุดครับ 2. เเบ่ง Paragraphs ไม่ชัดเจน ทำให้ข้อมูลตกหล่นเเละยากต่อการทำความเข้าใจ : Writing Task 1 ปกติเราจะเขียนเเค่ 4 - 5 Paragraphs Para 1. Introduction & Overview Para 2 & 3 Details ---> Select Key Information, Include numbers and Make Comparisons Para 4. Conclusion 3. ใช้เวลาในการทำเกิน 10 - 15 นาที : จำไว้เสมอว่า Task 2 คะเเนนเยอะกว่า Task 1 ถึง 2 เท่า ดังนั้นเราจึงไม่สามารถมองข้ามความสำคัญของ Task 2 ได้ 4. เขียนข้อมูลทุกอย่างบนกราฟ : สิ่งสำคัญของการทำ Task 1 คือ ความสามารถในการจับใจความสิ่งที่สำคัญของโจทย์ ซึ่งทักษะนี้ เกิดจากการฝึกฝนที่ถูกต้อง 5. เขียน Intro เเละ Summary ยาวเกินไป : นักเรียนหลายคนเสียเวลากับสองส่วนนี้เยอะมาก ทั้งที่ในความเป็นจริง เราควรใช้ไม่เกิน 5 นาทีในการทำสองพาร์ทนี้ สุดท้ายนี้ จากประสบกาณ์ในการสอนที่ผ่านมา นักเรียนที่มีการฝึกฝนที่ถูกต้อง อย่างสม่ำเสมอ มักจะสามารถเเก้ไขปัญหานี้ได้โดยไม่ยากครับ |
HoursM-S: 9am - 7pm
|
Telephone |
line id @ieltsteetak (มี @ ด้วยนะครับ)
|